วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ชื่อความรู้ การบำรุงรักษาแบตเตอรี่รถยนต์











เจ้าของความรู้  นายสมชาย มาสิงห์
ตำแหน่ง/สังกัด  พนักงานสถานที่
แก้ปัญหาเกี่ยวกับ  อายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ในชีวิตประจำวันของเรานั้นมีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งอำนวยสะดวกที่สำคัญ และแบตเตอรี่รถยนต์ก็เป็นหัวใจหลักของรถยนต์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกส่วนประกอบหนึ่ง เพราะถ้าไม่แบตเตอรี่ก็ไม่สามารถที่จะสตาร์ทรถได้ และเมื่อมีการใช้งานใสส่วนของแบตฯ ก็จำเป็นที่จะต้องให้การดูแลรักษา ใส่ใจ เพื่อให้มีอายุการใช้งานได้นาน และเกิดความคุ้มค่า
ส่วนขยายขุมความรู้
มารู้จักกับแบตเตอรี่รถยนต์กันก่อน คือ เป็นอุปกรณ์ที่ทำปฏิกิริยาทางเคมี และมีพลังงานไฟฟ้าประกอบด้วย จะมีแผ่นธาตุตะกั่ว และตะกั่วออกไซด์ มีแผ่นฉนวนกั้นระหว่างแผ่นธาตุ มีน้ำยามีส่วนผสมของน้ำกรดกำมะถัน น้ำกลั่นให้ได้ความด่างตามต้องการ
แก่นความรู้
1.หมั่นใสใจในการตรวจสภาพ โดยการเช็คขั้วแบตเตอรี่เป็นประจำก่อนใช้งาน
2.แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานควรเปิดดูน้ำกลั่นทุกสัปดาห์ ถ้าน้ำกลั่นลดควรเติมให้ได้ระดับ
3.ไม่ควรชาร์ตแบตเตอรี่ด้วยกระแสไฟฟ้าสูงเกินไป จะทำให้เกิดความร้อนอายุการใช้งานจะลดลง

ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
          1.เวลาถอดขั่วแบตฯไม่ควรใช้ของแข็งตอกออกหรืองัดออก
          2.หมั่นเช็ดทำความสะอาดฝาแบตฯไม่ให้มีฝุ่นน้ำมัน หรือความชื้น
          3.ในการเคลื่อนย้ายให้ยกไม่ควรลากหรือกระแทก

          4.อย่าวางของที่เป็นโลหะไว้บนหลังแบตฯจะทำให้เกิดการลัดวงจรได้

ชื่อความรู้ ติดอากรแสตมป์อย่างไรให้ถูกต้อง .



เจ้าของความรู้   นางสาวเนตรทราย  สมถะธัญกรณ์            .
ตำแหน่ง/สังกัด  เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน                    .
แก้ปัญหาเกี่ยวกับ   การติดอากรแสตมป์ในสัญญาจ้าง        .
เรื่องเล่า....
1. ส่วนนำ (เหตุการณ์นั้นมีความเป็นมาอย่างไร)
ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่งานพัสดุ ซี่งมีจัดทำสัญญาจ้างปรับปรุงหลังคาอาคารอำนวยการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 มีปัญหาและคำถามเกี่ยวกับการติดอากรแสตมป์ ดังนี้
- ทำไมต้องติดอากรแสตมป์ ไม่ติดได้หรือไม่
- การติดอากรแสตมป์ ควรติดตรงไหนของสัญญาจ้าง แต่ละสัญญาควรติดจำนวนเท่าไร
- วงเงินเท่าไรถึงการติดอากรแสตมป์ หรือการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน
2. กระบวนการ/วิธีการ/เทคนิค/ข้อพึงระวังที่ใช้ในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางาน
ข้าพเจ้าได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลในการติดอากรแสตมป์ที่ถูกต้อง ดังนี้
- ตราสารใด ไม่ติดอากรแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้
- การติดอากรแสตมป์ ควรติดหน้าที่มียอดเงินที่ได้ตกลงจ้าง ถ้าต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท ให้คู่ฉบับติดอากร 1 บาท ถ้าต้นฉบับเสียอากรเกิน 5 บาท ให้คู่ฉบับติดอากร 5 บาท และต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์ โดยปกติผู้รับจ้างจะเป็นผู้ขีดฆ่าอากรแสตมป์  แต่ทั้งนี้หน่วยงานผู้ว่าจ้างก็สามารถขีดฆ่าอากรแสตมป์แทนได้เช่นกัน  ซึ่งการขีดฆ่านั้น  เพื่อมิให้สามารถใช้แสตมป์ได้อีก โดยการขีดฆ่านั้นจะกระทำด้วยวิธีลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนอากรแสตมป์  หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าอากรแสตมป์ที่ติดทับกระดาษและลงวัน เดือน ปี
- การติดอากรแสตมป์ กรณีวงเงินสัญญาจ้างต่ำกว่า 200,000 บาท หรือการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์โดยต้องนำตราสารมาสลักหลังกรณีวงเงินตามสัญญาจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป
3. ผลของการแก้ไขปัญหา/พัฒนา
เจ้าหน้าพัสดุมีความเข้าใจ และปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง

4. ที่อยู่/เบอร์โทรศัพท์   ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี โทร.0-3635-7321

ชื่อความรู้.......การประมาณราคางานก่อสร้าง


เจ้าของความรู้......นายธนัฐ  ม่วงกล่ำ
ตำแหน่ง/สังกัด.....นายช่างโยธาปฏิบัติงาน ศูนย์ศึกษาฯ สระบุรี
แก้ปัญหาเกี่ยวกับ....งานประมาณราคางานก่อสร้าง
เรื่องเล่า....วิธีการประมาณราคางานคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างเร่งด่วน
                    1.(เหตุการณ์นั้นมีความเป็นมาอย่างไร)....การทำงานที่รับผิดชอบ คืองานด้านโยธาประกอบด้วยงานเขียนแบบและประมาณราคางานก่อสร้าง    ต้องมีการประมาณราคาเพื่อของบประมาณการคิดคำนวณงานเหล็กเสริมคอนกรีต ในคานคอนกรีตตามทฤษฎีการคิดงานเหล็ก ต้องมีการคิดเหล็ก
การงอหัวเหล็ก การคิดเหล็กคอม้า ซึ่งเป็นการเสียเวลามาก หรือการถอดแบบเหล็กพื้น
                    2.กระบวนการ/วิธีการ/เทคนิค/ข้อพึงระวังที่ใช้ในการแก้ปัญหา หรือพัฒนางาน...............
วิธีที่ใช้ในการประมาณราคางานเหล็กเสริมแกนคาน คือใช้ความยาวคานทั้งหมด คูณด้วยจำนวนเหล็ก
แกนคาน หารด้วยสิบ จะได้ปริมาณเหล็กแกนคานเป็น จำนวนเส้น  หรือวิธีการคิดเหล็กพื้น ก็อาจจะคิด
เป็นแบบตารางเมตร โดยที่คิดเหล็ก 1 ตารางเมตรใช้เหล็กจำวนกี่เส้นหรือกี่กิโลกรัม แล้วนำมาคูณด้วย
พื้นที่ที่เป็น ตารางเมตร จะได้เหล็กที่ต้องใช้งานประมาณเท่าไหร่    หรือการคิดราคางานก่อสร้างบ้าน
แบบคร่าวๆ โดยการคิดพื้นที่บ้านเป็นตารางเมตรคูณด้วยราคาก่อสร้างเฉลี่ยปัจุบัน ก็จะทราบราคาค่า
งานก่อสร้างบ้าน
                    3.ผลของการแก้ไขปัญหา/พัฒนา....สามารถอดแบบประมาณราคาได้เบื้องต้น
แต่ถ้ามีเวลาควรตรวจสอบงานให้ถูกต้อง

การเอาชนะอาการตื่นเวที



เจ้าของความรู้  นางสาวมลฤดี อุปไชย
ตำแหน่ง/สังกัด  นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ  
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี
แก้ปัญหาเกี่ยวกับ  การลดความประหม่าสร้างความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพ และประสบความสำเร็จในการพูด
          1.ส่วนนำ
เรื่องเล่า
ถามว่าการพูดจำเป็นต้องเกาะตำราไหม?? ก็ต้องตอบว่า ไม่จำเป็นต้องเกาะตำราเสมอไปหากมีมืออาชีพแนะนำแล้วเราจำได้ เนื่องจากตำราการพูดต่างๆ ถือเป็นการเรียนลัด โดยเราไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา เพราะตำราการพูดเขารวบรวมประสบการณ์ที่หลากหลายเอาไว้ให้เราศึกษา แต่โปรดจำไว้ว่าตำรามีการเปลี่ยนแปลงตามโลกที่หมุนไปอยู่เสมอ เมื่อยี่สิบปีที่แล้วกับปัจจุบันย่อมแตกต่างกันในรายละเอียด ส่วนหลักการพูดที่สำคัญๆ นั้นไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงหรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ถ้าเราสังเกตุตำรากี่เล่มไม่ว่าจะเป็นการแปลจากภาษาต่างประเทศ หรือเขียนโดยคนไทยก็ตามจะเห็นว่า มีหลักคล้ายๆ กันสรุปได้ไม่กี่บรรทัด ตั้งแต่การเตรียมการพูด หลักการพูด เนื้อหาการพูด วิธีเทคนิคการพูด แต่หนังสือที่เล่มหนาๆ ก็มาจากประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่    เชื่อว่าส่งที่กล่าวไม่น่ามีปัญหาสำหรับพวกเราเท่าไร แต่ที่มีปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหายประหม่าตื่นเวที ทำอย่างไรเมื่อหายตื่นเต้นแล้วจึงจะพูดได้ดี ประทับใจเป็นที่ยอมรับ ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จจากการพูด
2.ส่วนขยาย
   ขุมความรู้ ในการระงับอาการตื่นเวที
        1. สูดลมแรงๆ ลึกๆ หลายๆ ครั้ง (แต่อย่าให้เสียงดังจนน่าเกลียด) อันนี้ช่วยได้กรณีที่มีอาการสั่นมากๆ มือเย็น หัวใจเต้นแรงถี่ๆ จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะอาการเช่นเกิดจากร่างกายขาดออกซิเจน ในเมื่อเราควบคุมอะไรไม่ได้แต่เราสามารถควบคุมลมหายใจได้ เมื่อเราสูดลมเข้าไปร่างกายจะร้อนขึ้น อาการมือสั่น ตัวสั่น ตัวเย็น คอแห้ง จะลดลงทันทีเพราะมันเป็นอาการทางกาย เมื่อเราควบคุมทางกายได้ก็ค่อยๆ ควบคุมทางใจซึ่งจะกล่าวต่อไป
                  2. แอบสร้างความเจ็บปวดให้ตนเอง ท่านอาจตกใจคิดว่าซาดิส ที่จริงไม่ใช่ เวลาที่เราตื่นเต้นมากๆ อาการปั่นป่วนทางกายมันควบคุมไม่ค่อยได้ เช่น ปวดท้อง จะอาเจียน หน้าอมทุกข์ ที่สำคัญคือ มือสั่น ขาสั่น ปากสั่น เสียงสั่น ก่อนขึ้นเวทีหยิกเล็บตัวเองแรงๆ เอาถึงขั้นร้องจ๊ากได้ยิ่งดี อันนี้ช่วยได้จริงๆ  แต่เป็นช่วยแค่ผ่อนหนักเป็นเบา
       3. ปรับจิตใจ คิดปลุกใจแบบนักยกน้ำหนัก "สู้โว๊ย!" หรือแบบทหาร "ตายเป็นตาย"  หรือ "สู้ตาย"  หรือคิดในแง่ดีว่า "หลังการพูดฉันมีชีวิตอยู่ต่อแน่นอนโว๊ย"
      4. ไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่จริง อันนี้สำคัญมาก ความคุ้นเคยจะช่วยให้จิตใจเรามีอัตโนมัติว่า "ของเรา เรารู้มากกว่า เราเก่ากว่า ถิ่นของเรา" อันนี้จะช่วยได้
      5. เตรียมการพูดให้พร้อม อันนี้พวกเราทราบดีไม่ต้องแน่นำ ทำให้เรามีจิตอัตโนมัติว่า "อยากพูด" ยิ่งเราเตรียมมามาก มีข้อมูลดีๆ มีลูกเล่นดี จะทำให้เรามั่นใจอยากพูดมากขึ้น

3.ส่วนสรุป
   แก่นความรู้
                วิธีตามตำราที่กล่าวมามันเทียบช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่เมื่อมันหนีการพูดไม่ได้มันก็ต้องสู้เหมือน      
"สุนัขจนตรอก" คิดดูก็แล้วกัน อาการสุนัขของมันเป็นอย่างไร กลัวสุดขีดแต่หนีไม่ได้ ไม่สู้ก็ตาย ถ้าสู้ก็ตายต้องตาย แต่มันก็มีโอกาสรอดมากกว่าไม่สู้ แต่ส่วนใหญ่รอด เพราะพลังความกลัวสุดขีดนี่มันมีมหาศาล ในเมื่อหนีไม่ได้ก็มีวิธีการที่ต้องเตรียมพร้อมและเอาชนะอาการตื่นเวทีให้ได้
  ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
1.    อารมณ์ขันไม่ใช่แก่นการพูด ควรวางเนื้อหาให้เหมาะสมและสอดแทรกอารมณ์ขันเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังสามารถรับข้อมูลโดยไม่รู้สึกเบื่อ
2.      เตรียมเนื้อหาให้พร้อม ฝึกพูดหลายหลายๆรอบจนกว่าจะมีความมั่นใจขึ้น

         


วิทยากร กับการสร้างเสน่ห์ในการถ่ายทอด

ชื่อความรู้     
วิทยากร กับการสร้างเสน่ห์ในการถ่ายทอด
เจ้าของความรู้  นายณฐกรธรรม แสนเสน่ห์
ตำแหน่ง/สังกัด  นักทรัพยากรบุคลปฏิบัติการ  
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี
แก้ปัญหาเกี่ยวกับ  การลดความประหม่าสร้างความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพ และการสร้างเสน่ห์ในการพูด
          1.ส่วนนำ
เรื่องเล่า
การเป็นวิทยากรนั้นใครๆก็คิดว่าเป็นกันได้  แต่การเป็นวิทยากรที่ดีคงไม่ง่าย เพราะการทำหน้าที่วิทยากรมีความจำเป็นต้องอาศัย การพูดหรือการสื่อสารเป็นอย่างมาก ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ก็จะทำหน้าที่วิทยากรได้ไม่ดี หรือเปรียบไปแล้วการพูดก็เหมือนกับการว่ายน้ำ ถ้ามัวแต่อ่านหรือท่องตำราการว่ายน้ำโดยไม่ลงน้ำ ก็คงจะเอาตัวไม่รอด ผู้ที่ศึกษาหลักการ ทฤษฏี วิชาว่ายน้ำเพียงแต่อ่านตำราก็คงจะจมน้ำตายเมื่อต้องลงสระน้ำ ก็เหมือนกับการพูด ในการถ่ายทอด เพียงแต่ศึกษาทฤษฏีก็อาจตกม้าตายเมื่อขึ้นเวทีได้เช่นกัน
วิทยากร คือผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความสำคัญ ให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความรู้ความ เข้าใจ เกิดทักษะ เกิดทัศนะคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องที่จะอบรม จนกระทั่งผู้เข้ารับการอบรมเกิดการเรียนรู้และ สามารถจุดประกายความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ของเรื่องที่เราถ่ายทอด แต่การถ่ายทอดที่ทำให้ผู้ฟังไม่เบื่อนั้นก็ต้องมีการเตรียมตัว มีการสร้างเสน่ห์โดยใช้เรื่องเล่า เรื่องตลก กลอนสนุกๆ หรือยกตัวอย่างสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว โดยใช้เทคนิคสร้างอารมณ์ขัน แต่ไม่ใช่วิทยากรขำเสียเอง มีการใช้น้ำเสียง สายตา ท่าทาง หรือสีหน้าให้สอดคล้องกับเรื่องที่พูด และเราต้องมีข้อมูลของผู้ฟังเพื่อจะได้เตรียมเรื่องที่เหมาะสมกับผู้ฟัง
2.ส่วนขยาย
ขุมความรู้ การสร้างเสน่ห์
1.คนยิ้มเก่งมีเสน่ห์กว่าคนไม่ยิ้ม ยิ้มเป็นเครื่องมือผูกมิตร เป็นกุญแจไขสู่บทสนทนาและความคิด และนำไปสู่ความก้าวหน้า
2. ศึกษาข้อมูลแต่ละประเภทเนื้อหา พยายามจับประเด็นและหักมุมเข้าเรื่องที่จะเสนอให้ได้
3.พูดดี พูดเพราะ พูดเป็น วัตถุประสงค์แรกของการพูด คือการตั้งใจหมายสื่อสาร ดังนั้นต้องพูดให้เป็น สื่อสารให้รู้เรื่อง จึงจะถือว่าสัมฤทธิ์ผล แต่นั่นยังมิใช่เสน่ห์ เป็นแค่คุณสมบัติเบื้องต้นของคนพูดเป็นแต่เสน่ห์นั้น ต้องพัฒนาไปถึงขั้น "คนพูดดี" ด้วย พูดดี หมายถึงพูดเป็นบวก และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะพูด มากหรือน้อยแค่ไหน พูดให้จับใจ ได้สาระ ได้ความคิดที่เฉียบคม และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม ได้ใจคนฟัง พูดด้วยท่าทางและถ้อยคำที่สุภาพ ดึงดูดใจ เพลิดเพลิน และเกิดประโยชน์ คนที่พูดดี พูดเพราะ พูดเป็น ยิ่งกว่ามีเสน่ห์เสียอีก เพราะสิ่งนี้คือความสามารถ คือศิลปะที่เรียกว่า วาทศิลป์  จึงจะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเต็มภาคภูมิ
4.หมั่นฝึกใช้บ่อยๆ ทดสอบลูกเล่นตนเองอยู่สม่ำเสมอ เช่น อาจจะเล่าให้คนอื่นฟังในกลุ่มเล็กๆ

3.ส่วนสรุป
แก่นความรู้
1.เนื้อเรื่องที่จะถ่ายทอด ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน มีตัวอย่างประกอบหรืออาจแทรกด้วยอารมณ์ขัน
2.น้ำเสียง ภาษา สายตา ท่าทาง ต้องสอดคล้องกับเนื้อเรื่องที่ถ่ายทอด
3.คุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการเป็นวิทยากร คือ การใฝ่รู้ การเป็นนักสะสมข้อมูล มี อารมณ์ขัน การเป็นนักเล่าให้เพื่อนและคนอื่นๆฟัง

ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
          1.วิเคราะห์ผู้ฟัง ดูกาลเทศะ ให้เหมาสมกับสิ่งที่นำเสนอหรือพูดออกไป
          2.ไม่พูดเรื่องศาสนา ความเชื่อ หรือเรื่องส่วนตัว
          3.เป็นตัวของตัวเองนำเสนอให้เป็นธรรมชาติ
          4.อารมณ์ขันไม่ใช่แก่นการพูด ควรวางเนื้อหาให้เหมาะสมและสอดแทรกอารมณ์ขันเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังสามารถรับข้อมูลโดยไม่รู้สึกเบื่อ

         


กล่องข้อความ: นายณฐกรธรรม แสนเสน่ห์ ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคลปฏิบัติการ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุนสระบุรี สถาบันการพัฒนาชุมชน
โทร 080-6279268 Email : dennaja_0905@hotmail.com
 

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

การเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านบล็อก (Blog)


นางสาวชลธิรา คนซื่อ
ตำแหน่ง/สังกัด นักทรัพยากรบุคลปฏิบัติการ
 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี แก้ปัญหาเกี่ยวกับ 
การเผยแพร่องค์ความรู้ การบริหารจัดการข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
           1.ส่วนนำ
                        เรื่องเล่า
                         บล็อก (blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ เช่น เพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที ผู้ที่เขียนบล็อกเป็นอาชีพก็จะถูกเรียกว่า "บล็อกเกอร์" บล็อกเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลายขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อก โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ความรู้ การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ข่าวสาร เหตุการณ์      ปัจจุบัน องค์ความรู้ต่างๆ
                          ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนสระบุรี ได้มีการให้ความสำคัญด้านการจัดการความรู้ในหน่วยงาน แต่การจะจัดการความรู้ให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การบรรทุกความรู้ต่างๆ ลงในแผ่นกระดาษเพียงเท่านั้น การเผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่วงกว้างเพื่อการใช้ประโยชน์ ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้น บล็อก (blog) จึงเป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณะ และยังสามารถตอบข้อซักถามระหว่างผู้เขียน บล็อก (blog) และผู้เข้ามาอ่านได้อย่างรวดเร็วและทันสมัยอีกด้วย 
            2.ส่วนขยาย
                ขุมความรู้
                 วิธีสร้างบล็อก (Blog) โดยใช้ผู้ให้บริการ www.blogspot.com
                        1. วิธีการสร้างบล็อก
                              1.1 จะต้องมี E-mail ซึ่งใช้ในการล๊อกอิน
                              1.2 บล็อกสปอต (Blogspot ) นั้นเป็นของ google ที่สามารถให้คนทั่วไปได้เข้าถึงการ เขียนบล็อกต่างๆ หรือการเขียนเว็บแบบง่ายๆนั้นเอง
                              1.3 ให้เราทำการพิมพ์ในช่อง URL ด้านบนว่า www.blogspot.com หรือการเข้าสู่เว็บ blogspot นั้นเอง
                              1.4 ก็จะได้หน้าตาเป็นแบบนี้ให้เราทำการล๊อกอินเข้าไป โดยใช้ Gmail ของเรา
                              1.5 พอทำการล๊อกอินเสร็จก็จะได้หน้าที่ให้ทำการสมัครบล็อกใหม่ ให้เรากรอกหัวข้อของบล็อกที่เราจะเขียน ชื่อบล็อก และเลือกแม่แบบ (Theme) ของบล็อก
                             1.6 คลิกตรงข้อความ “สร้างบล็อก”
                     2. การเขียนบทความเผยแพร่ในบล็อก
                            2.1 เมื่อเลื่อกปรากฏหน้าต่างที่ให้เราคลิกเลือกเพิ่มบทความใหม่ ให้เราทำการเขียนบล๊อก หรือบทความที่เราต้องการได้เลย
                           2.2 ในช่องโพสต์ด้านบนตัวหนังสือสีส้ม ให้เราทำการเขียนหัวข้อหรือหัวเรื่องของบทความที่เราต้องการเขียน ซึ่งการเขียนบทความ ข้อมูล หรือบล็อกนั้นสามารถทำการเขียนได้ใช้ กระดาษ ตรงกลางหน้า เมื่อเขียนเสร็จให้คลิกที่คำว่า “เผยแพร่" เพื่อทำการเผยแพร่บทความที่สามารถให้ผู้อื่นได้อ่าน หรือเข้าชมได้
                   3. เทคนิคเพิ่มเติมในการเขียนบล็อก
                        3.1 ด้านขวามือจะมีป้ายกำกับ ให้เราทำการคลิกเพื่อพิมพ์ คำ ที่ผู้อื่นสามารถค้นบทความของเราเจอได้
                        3.2 การใส่ลิงค์ให้ทำการคลิกที่ ลิงค์ ในแทบเครื่องมือ เพื่อทำการใส่ URL ที่เราต้องการลิงค์
                       3.3 การใส่รูปภาพ สามารถทำได้โดยการคลิกที่ แทรกรูปภาพในแทบเครื่องมือ แล้วทำการเลือกไฟล์เพื่ออัพโหลดรูปภาพ แล้วคลิกรูปภาพที่ต้องการเลือก แล้วกดเพิ่มรายการที่เลือก 
             3.ส่วนสรุป
                 แก่นความรู้
                1. ความรู้เบื้องต้นในการใช้งานอินเตอร์เน็ต
                2. เทคนิคในการใส่ลูกเล่นลงไปในบทความเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน
                3. การใส่ “คำอธิบายการค้นหา” จะช่วยให้ผู้ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตสามารถค้นเจอข้อมูลที่เราเขียนไว้ในบล็อกได้ผ่าน Google search

          ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
          1. ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติให้อยู่ในกรอบของกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เช่น มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                     (๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
                    (๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
                    (๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
                    (๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
                    (๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) “
         2. การจะนำองค์ความรู้(KM) ของผู้อื่นมาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตนั้นต้องขออนุญาตกับเจ้าขององค์ความรู้เสียก่อน และหากมีการนำองค์ความรู้ของผู้อื่นมาเผยแพร่ต้องมีการให้เครดิตหรือเขียนอ้างอิงค์ถึงเจ้าของข้อมูลเสมอ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เทรนด์ฮิตสาวเกาหลี แต่งสวยใส่สบาย

สาวๆหลายๆคนอยากที่จะแต่งตัวให้สวย โดดเด่น น่ามอง แต่ก็ไม่เวอร์จนทำให้ใครๆเขานินทากัน วันนี้นำเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าเกาหลีเก๋ๆ สำหรับวันสบายๆ ใส่แล้วรับรองหนุ่มๆ มองเหลียวหลังแทบไม่ทันเชียวล่ะ เพราะความเปรี้ยวนิดๆ เซ็กซี่หน่อยๆ ดูดีมีรสนิยม มาให้คุณสาวๆ ได้มิกซ์แอนด์แมซเสื้อผ้ากันค่ะ



เสื้อคอวีจั๊มเอว เน้นรูปร่างสวยสมส่วนแมซเข้ากับยีนส์ตัวเก๋



เสื้อเชิ๊ตสีขาวตัวใหญ่ กำลังเป็นที่นิยมสำหรับคุณสาวๆแมซเข้ากับกางเกงยีนส์ขาสั้น



เสื้อยืดคอกลมดีไซน์เก๋ไก๋ ใส่เข้ากับกางเกงขาสั้นดูเป็นสาวสวย มาดมั่นค่ะ



เสื้อสีขาวแขนกุด ระบายด้านหน้าใส่เข้ากับกระโปรงสั้นโชว์เรียวขาสวยๆ ค่ะ






เสื้อนอกเก๋ๆ ใส่แมซกับเสื้อยืดแขนกุด




กางเกงสีดำ ดีไซน์สวย จับกลีบด้านหน้า เข้ากับเสื้อแขนกุดระบายชายขอบเสื้อ

แต่งหน้า แก้ไขรูปหน้าให้สวยขึ้นด้วยตัวเอง



+ จมูกไม่โด่ง

วิธีแก้ให้ดูจมูกโด่งขึ้นก็คือ ใช้อายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อนๆ ไล้ช่วงหัวคิ้วมากๆ เน้นนะว่าแค่เบาๆ เป็นเงาๆก็พอ อย่าหนักเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหน้าอาจกลายเป็นงิ้วได้ จากนั้นไล้ตั้งแต่ช่วงหัวคิ้วลงมาด้านข้างของสันจมูกจนถึงปลายจมูก และค่อยๆ เกลี่ยให้เข้ากับปีกจมูก ทำเหมือนกันทั้งสองด้าน โดยให้สังเกตว่าเป็นเงาๆ ก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าใครที่มีปลายจมูกยาวอยู่แล้ว ก็ไม่ควรไล้ให้ถึงปลายจมูก แต่ควรไล้ตัดปลายจมูกแทน


+ แก้มตอบ

แก้มตอบอาจทำให้คุณรู้สึกหน้าตาไม่สดชื่นได้ แต่จริงๆ อย่ากังวลกับจุดนี้มากไป วิธีแก้ง่ายมาก ขอแนะให้ใช้บลัชครีม หรือบลัชออนสีชมพู ชมพูอมส้ม หรือแดงเชอร์รี่ปัดแก้มเป็นวงกลมตรงส่วนที่นูนที่สุดของแก้มเหมือนกับเราดึงจุดเด่นของพวงแก้มออกมามากขึ้น อาจใช้บลัชออนแบบมีประกายกากเพชรนิดๆ เข้าไปด้วย จะทำให้แสงหักเหตรงพวงแก้มมากขึ้น แต่อย่าแรเงาตรงกรอบของขอบหน้าเด็ดขาด นั่นจะยิ่งทำให้แก้มดูตอบได้ แล้วเวลาเขียนอายแชโดว์ ไม่ต้องเขียนเส้นขอบตามากนัก มันจะยิ่งเน้นความคมสันของหน้า ให้ทาอายแชโดว์สีอ่อนๆ มีประกายทั่วเปลือกตาก็พอ ส่วนสีของปากให้ใช้ลิปสติกสีอ่อนๆ เข้าไว้ ถ้าใช้สีเข้ม เช่น สีน้ำตาล จะยิ่งทำให้หน้าเล็กลงไปได้อีก

+ แก้มเยอะ

แก้มยุ้ยๆ น่ารักออก แต่ถ้าอยากแต่งหน้าให้เล็กลงและหน้ายังดูสดใสอยู่ ควรเลือกใช้บลัชครีม สีแดงเชอร์รี่และให้ลองแต้มที่กึ่งกลางแก้ม แตะวนเป็นกลมๆและใช้ปลายนิ้วมือเกลี่ยบลัชครีมขึ้นไปในแนวทะแยงจนถึงไรผมใกล้ๆขมับ เป็นการสร้างเฉดให้หน้า เงาตรงนี้จะทำให้หน้าดูเล็กลง และสีแดงของบลัชจะทำให้แก้มดูเหมือนมีเลือดฝาดแบบเด็กๆ น่ารักสดใสเป็นธรรมชาติ


+ ตาไม่ดึงดูด

อยากให้ตาดูมีเสน่ห์มากขึ้น หน้าทั้งหน้าจะได้ดูเด่นขึ้นไปด้วย แนะนำให้ใช้อายแชโดว์สีชมพูอ่อนๆจะเป็นแบบมีประกายสีเงินวาวๆซ่อยอยู่ด้วยก็ดี ทาอายแชโดว์ไปตามแนวพับเพื่อเป็นการสร้างสีสันให้ดวงตา แล้วใช้อายไลเนอร์แบบดินสอ เลือกสีเขียวสดไปเลย เขียนให้ชิดเส้นขอบตาด้านบน เขียนให้เส้นโตๆหน่อย เพื่อทำให้ตาดูเด่นสะดุด แล้วปัดเฉพาะขนตาบนให้เด้งที่สุด ตาจะเก๋มีเสน่ห์ขึ้นมาทันที


+ คางเหลี่ยม และหน้าดูไม่มีมิติ

ให้ลงมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ก่อนเพื่อปรับสภาพผิวหน้า เพราะจะช่วยให้เกลี่ยบลัชครีมง่ายขึ้น ถ้าผิวเนียนอยู่แล้วไม่ต้องใช้รองพื้นเลย ใช้บลัชครีมโทนสีน้ำตาลเข้มหน่อยเพื่อให้หน้ามีแสงเงาขึ้น แต้มไปตามกรอบของหน้าโดยเน้นส่วนที่เป็นเหลี่ยมๆและส่วนของโหนกแก้มที่ทำให้หน้าดูแข็ง อย่าลืมแต้มตรงกรอบหน้าที่ติดกับไรผมด้วยนะ เวลาแต้มบลัชตรงแก้มให้แต้มเริ่มจากขมับไล่ไปตามแนว 45 องศา เข้ามาในหน้าจนถึงระดับกลางตาดำ จากนั้นค่อยๆใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆ ให้ดูกลืนกัน แค่นี้ก็จะเป็นการสร้างกรอบหน้าใหม่ให้ดูเข้ารูปและมีมิติขึ้นแล้ว


+ ตาเล็กและหนังตาตก

สามารถทำให้ตาคมโตขึ้นได้ง่ายๆ คือ เริ่มจากเลือสีอายแชโดว์สองสี สีอ่อนและสีเข้มมาใช้สร้างรูปตาของเราให้ดูมีชั้น ใช้อายแชโดว์สีอ่อนทาทั่วเปลือกตาตามรอยพับก่อน อย่าลืมทาตรงช่วงโหนกคิ้วด้วยนะ แล้วใช้อายแชโดว์สีเข้มไล้ช่วงหางตาขึ้นไปเป็นแนวโค้งของเบ้าตา ถ้าสงสัยว่าเบ้าตาอยู่ตรงไหน ให้ส่องกระจกแล้วเลิกคิ้วดู จะเห็นกระบอกตาที่ดูลึกเข้าไป นั่นล่ะเบ้าตา ก็ไล้ไปตามแนวนั้นได้เลย จากนั้นใช้อายแชโดว์สีเข้มอันเดิม แตะน้ำนิดหน่อย แล้วใช้พู่กันเขียนลงให้ชิดเส้นขอบตาบน เน้นช่วงตรงหางตา แค่นี้ก็ทำให้ตาดูคมโตขึ้นแล้ว